วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มาต่อกับสถานที่ท่องเที่ยว สวนสิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่นะครับ

เนื่องจากว่า เมือวานผมมีธุระ ต้องสะสางกันนิดหน่อย
ก็เลยไม่มีเวลา มาอัพรูป ที่ไปเที่ยวมาให้ชมกันนะครับ

แต่วันนี้ก็มาตามนัดครับ เรามาชมรูปที่ผมๆและครอบครัว
ได้ไปเที่ยว สวนสิริกิติ์ ที่เชียงใหม่ ต่อเลยนะครับ

รับรองว่าทุกท่านที่ชื่นชอบกล้วยไม้หรือไม่ดอก ไม้ดัด
ต้องถูกใจแน่นอนครับ เรามาชมกันต่อเลยครับ




ข้างในภายในสวนนี้นะครับ มีต้นไม้นาๆชนิด ปลูกอยู่เต็ม
ไม่มีพื้นที่ว่างเลยครับ




สองข้างทางเดิน มีกระถางดอกบัว ข้างๆทางเดิน ด้วยครับ






ลองชมดอกบัวใกล้ๆครับ บานและ สีสดใสสวยมากครับ






ดอกนี้สีม่วงสวยสีสดใสกว่าสีอื่นครับ





รูปนี้คือ รูป แสดง พันธุ์ ดอกบัวทุกพันธุ์ครับ มีให้เห็นที่นี่ครับ





วันนี้มาปิดท้ายด้วยวิว ที่สวยงามของสวนครับ


ยังมีให้ชมอีกเยอะครับ วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนละกันครับ

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

- ต่อ - สวนสิริกิติ์ครับ จังหวัดเชียงใหม่ครับ

มาต่อกับสถานที่เที่ยว สวนสิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่เหมือนเดิมครับ
แต่วันนี้มีรูปที่ถ่ายมาจากสวนข้างบนเนินเขา ไปอีก นิดนึงครับมีการจัด
แสดงกล้วไม้นาๆชนิด เช่นกระบองเพ็ด พันธุ์ต่างๆ ดอกบัว ทุกชนิด ครับ
ไม้ดัด ต่างๆครับ เราไปชมรูปกันเลยนะครับว่าน่าเที่ยวหรือป่าวคัรบ



มาถึง ข้างบนสวนสิริกิติ์ครับ




ด้านหน้าสวนสิรกิติ์ บนเนินเขาครับ
มีไม้ดัด ตกแต่งสวยงามเยอะแยะไปหมดเลยครับ




ผมถ่ายรูปกับแม่ผมเองครับ อิอิ หน้าเหมือนกันปะ




พี่ๆๆและแม่ผมครับ ถ่ายกับกล้วยไม้ เขียวชอุ่มมากครับ




ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าเป็นสวนที่จัดตกแต่งโดยคนดูแลสวนครับ
สวยมากครับ เป็นพันธุ์กล้วยไม้นาๆชนิด มารวมกันไว้ที่แห่งเดียวครับ
และจัดได้อย่างลงตัวครับ มองไปแล้วสดชื่นมากครับ




ว่านตะขายครับ รูปร่างคล้ายตะขาบมากครับ





ดอกไม้เป็นช่อครับ สวยๆมากครับ


ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ รูปมีเยอะมากครับ เพราะมีแต่รูปสวยๆทั้งนั้น
ครับ วันนี้คงเอามาให้ชมไม่หมด ก็ขอนำเสนอเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ รีบไป
ดูฟุตบอลโลกครับ หลายๆคนก็ติดตามชมเหมือนกับผมครับ รูปที่เหลือ ก็จะมา
นำเสนอวันต่อๆๆไปครับ หวังว่าคงจะชอบกันนะครับ ถ้าใครไปเที่ยวที่ไหนก็
สามารถนำมาเสนอเหมือนกับผมได้ครับ วันนี้ บ๊ายๆๆ ก่อนนะครับ

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

"สวนสิริกิติ์"
อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ครับ

ผมได้ไปเที่ยวที่ สวนสิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่มาครับ มาเล่าให้พี่ๆ
น้องๆได้อ่านกันครับ เพื่อเป็นแนวทางในการท่องเที่ยวของพี่ๆน้องๆ
ทุกคนครับ เพราะประเทศไทยมีที่ท่องเที่ยวอีกเยอะมากมายที่ผมยัง
ไม่เคยไป สถานที่ที่ผมเคยไปผมก็จะเอามาแบ่งปันให้พี่ๆน้องๆได้อ่าน
กันครับ


ดูรูปเอาเองนะครับ ว่าสวยงามแค่ไหนครับ

เมื่อมาถึงก็ ลงจากรถเพื่อชมสวนสิริกิติ์ครับ




ด้านหน้าสวนสิริกิติ์ครับ มองไปยังสดชื่นสบายตาเหมือนเดิมคับ





ทางเดินอาจจะแห้งแล้งไปหน่อยนะครับ เพราะว่าผมไปเที่ยว
วันที่ 28 พฤษภาคมครับ




แต่ดอกไม้บางชนิดยัง ออกดอกให้เห็นสวยงามเหมือนหน้าหนาว
หรือหน้าฝนครับเพราะได้รับการดูแลจากคนสวนเป็นอย่างดีครับ ดอกไม้
จึงยังคงสดใสเหมือนเดิมครับ




ครอบครัวผมเองครับ
ถ่ายรูปท่ามกลางดอกไม้ สวยงามมากครับ




ผมเองครับ ถ่ายใต้ตต้นไม้ ต้นใหญ่มากครับ





พันธุ์ไม้นาๆชนิด มีให้เห็นกันที่นี่ครับ





วิวสวยมากครับ




ก่อนกลับ ขอหล่ออีกสักรูปละกันนะครับ


พื้นที่สวนใหญ่ของสวนสิริกิติ์นี้นะครับ เป็นภูเขา และพื้นที่ต่างระดับครับ
ซึ่งมึการ จัดสวนได้อย่างลงตัว เข้ากับสถานที่ ภูมิอากาศ

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มาต่อกับการเข้าค่ายอาสา ช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ห่างไกลครับ

มาชมรูปภาพเข้าค่ายอาสากันต่อนะครับ

วันนี้มาต่อกับบล็อกที่แล้วนะครับ บล็อกที่แล้วเป็นส่วนหนึ่งของการเข้า
ค่ายอาสานะครับ วันนี้ก็ยังมีให้ดูให้ชมกันอีกนะครับ โรงเรียนห้วยน้ำจางนี้
เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญครับ เด็กในหมู่บ้านนี้จะใช้ภาษาไทยได้
แต่ส่วนใหญ่ที่เด็กพูดกันจะใช้ภาษาบ้าน ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าภาษา
อะไร ผมและเพื่อนๆ พี่ๆในมหาลัย เข้าค่ายอาสา ด้วยการนำสิ่งของไปมอบ
ให้กับครอบครัวเด็กที่ยากไร้ และ โรงเรียนห้วยน้ำจางด้วยครับ
และได้สร้างเตาเผาขยะ กับ ที่แยกขยะให้กับโรงเรียนห้วยน้ำจางด้วยครับ



เด็กๆในโรงเรียนห้วยน้ำจางครับ *-*



เตาเผาขยะ ที่ผมและเพื่อนๆได้สร้างให้กับโรงเรียนห้วยน้ำจางครับ




ผมเองครับ เวลาว่าง มาเก๊กหล่อซะ...




พาน้องๆมาล้างห้องน้ำครับ...เราเป็นรุ่นพี่ก็งี้แหละ สบายๆๆนิดหน่อย




ต่อจากล้างห้องน้ำ เรามารับน้องหน่อยสิ ไม่ค่อยช่วยกันทำความสะอาดเลย ฮึ่ม




เลื่อยเข้าไป เลื่อยให้เสร็จ 55



มาๆๆ ผมเอง เตะบอลกัน



นี่แหละครับ เตาเผาขยะ เสร็จละ งบประมาณ 2หมื่นกว่าแน่ะ




เปลี่ยนกันเป็นมือกล้อง ปลื้มกันใหญ่




ก่อนกลับบ้านเรามาร้องเพลง กัน****



ภารกิจเสร็จลุล่วงตามกำหนดการครับ

นี่เป็นโครงการเล็กๆน้อยๆ ของวิศกรรมคอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัย
นอร์ท-เชียงใหม่ครับ งานทุกอย่างถ้าเราร่วมมือกัน แป้ปเดียวก็เสร็จลุล่วงครับ
ในการเข้าค่ายครั้งนี้ ก็ให้แง่คิดอะไรดีๆๆหลายอย่าง เช่นการรับน้องปลอดเหล้า
การแบ่งปันน้ำใจคนเมืองให้หมู่บ้านชาวเขา เพื่อให้เป็นอนาคตของชาติต่อๆๆไปครับ

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันนี้ผมจะพาไปที่ รร.บ้านห้วยน้ำจางนะครับ จ.เชียงใหม่ครับ
เป็นการรับน้องครับ ปี 2552 ครับ พร้อมกันนี้เป็นการออกค่ายอาสาของมหาวิทยาด้วยนะครับ


ในการออกค่ายครั้งนี้เดินทางออกจาก มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เวลา 10-30 น.ครับ
ระยะทางในการเดินทางครั้งนี้ประมาณ เกือบ 100 กิโลเมตรเลยนะครับ ขับรถมุ่งหน้าไป ยัง
ต.สันป่าตอง นะครับ ทางนั้น ขึ้นเขาลงห้วย ลำบากมากครับ ระหว่างทางก็จะมี หมู่บ้านเล็กๆ
ที่ตั้งอยู่บน เขานะครับ เรียกว่าชาวม้้งครับ กว่าจะไปถึงก็หัวแดงกันหมดเลยครับ อิอิ เพราะทางนั้น
เป็นทางลูกรังนะครับ พอดีเดินทางไปช่วงหน้าหนาวครับ เราจะสังเกตุึได้เลยนะครับว่า ถ้าเรามาหน้า
ฝน นี่!!! ไม่อยากจะคิด เพราะทาง เป็นทางที่เกิดจากฝนน้ำเซาะ จนจะขาดอยู่แล้วครับ
เมื่อเรามาถึงเราก็ทำกิจกรรมตาม รูปข้างล่างนี้เลยครับ


เดินทางมาถึงแล้วครับ ไกลมากๆครับ


มาถึง เพื่อนๆก็จัดการทำของกินกันแล้วนะครับ ยังไม่ทันได้ทำไร กินก่อน!! อิอิ


จัดเตรียมอาหารกันนะครับ เพื่อ พี่ๆจะทำให้น้องๆ ที่มหาลัยได้รับประทานกันให้อร่อยนะครับ


นั่งพักก่อน จะรีบกินไปไหน รอเพื่อนมาให้พร้อมก่อน นะน้องๆๆๆ!!!


ทานข้าวเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งดีใจไปครับ เพราะยังมีงานให้น้องๆ ทำอยู่นะครับบบ



เปลี่ยนชุดแล้ว มาเข้าแถวกันๆได้แล้ว เร็วๆๆๆ รีบๆๆ ใใครมาช้า เดี๋ยวโดนทำโทษ ฮื่มมม!!!!


เดี๋ยวจะมีอะัไรต่อก็ต้องมาติดตามต่อกันบล็อกหน้าละกันนะครับ วันนี้บอลโลกเตะ
ต้องรีบไปดูก่อน อิอิ บายครับ...............พรุ่งนี้มาต่อครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มาต่อจากบล็อกเมื่อวานนะครับ

"บ่อเหล็กน้ำพี้"

สำหรับวันนี้ผมก็มีสาระดีๆมาฝากเช่นเคย นะครับ เกี่ยวกับ สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์
ที่มีชื่อเสียงมากนะครับนั่นก็คือบ่อเหล็กน้ำพี้แห่งเมืองพระยาพิชัยนั่นเองครับบล็อกที่ผ่านมาเราแนะนำ
พระยาพิชัยดาบหัก ไปแล้ว วันนี้เรามารู้จักกับเหล็กที่นำมาตีเป็นดาบของพระยาพิชัยดาบหักกันนะครับ



จังหวัดอุตรดิตถ์นี้นะครับมีชื่อเสียงมากในเรื่องของเหล็กที่มีความเหนียว และความแกร่งเป็นอย่างมาก
สถานที่ที่จะนำทุกท่านทุกคนไปนี้เป็นบ่อเหล็กน้ำพี้ ที่เมื่อครั้งสมัยโบราณกาล บรรพบุรุษของเราได้นำเหล็ก
บริเวณตรงนี้ไปตีเป็นดาบ เป็นอาวุธ เพื่อใช้ในการปกป้องบ้านเมืองจากเหล่าศัตรูที่เข้ามารุกรานประเทศไทย
และที่สำคัญยังนำเหล็กจากสถานที่แห่งนี้ไปตีเป็นพระแสงดาบ และพระขรรค์ถวายให้กับพระมหากษัตริย์
ไทยตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เหล็กน้ำพี้เป็นเหล็กโบราณที่มีคุณภาพดี ที่สำคัญมีเพียงแห่งเดียวในโลก
อยู่ที่บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ประมาณห้าสิบ
กิโลเมตรครับ


ในพิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้ำพี้นี้มีการสร้างเมืองจำลองที่สร้างอยู่บนเนินดินยกสูงขึ้นเป็นระดับแต่ไม่สูงมาก
เมื่อเข้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ก็จะพบกับป้อมรักษาการณ์ตรงทางเดินขึ้น ส่วนค่าธรรมเนียมเข้าชมนั้นแล้วแต่จิต
ศรัทธาครับ ไม่ได้เรียกร้องกะเกณฑ์อะไร จะมีกล่องรับบริจาคเงินวางอยู่หน้าป้อม เมื่อเดินผ่านมาแล้วทาง
ซ้ายมือจะเป็นอาคารจัดแสดง ลักษณะอาคารเป็นแบบเปิดโล่งด้านหน้า อ้อ! ลืมเล่าไปอย่างครับ เค้าจัดสวน
หย่อมบริเวณหน้าอาคารและสร้างอาคารได้สวยงามมาก ขอบอกเหมือนรีสอร์ทเลยครับท่าน ด้านในอาคาร
เป็นรูปปั้นจำลองของช่างตีเหล็ก โดยจัดแสดงเป็นชุดๆ ซึ่งเป็นการแสดงเริ่มตั้งแต่กรรมวิธีการขุดหาแร่เหล็ก
การนำเหล็กมาถลุง และการนำเหล็กที่ถลุงแล้วมาตีเป็นอาวุธ และรวมไปถึงเครื่องใช้ต่างๆ ส่วนช่องจัดแสดง
สุดท้ายเป็นการแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเหล็กน้ำพี้ ที่พื้นยังมีก้อนแร่เหล็กน้ำพี้ขนาดใหญ่ให้ชมอีกด้วย
ถ้าต้องการทราบประวัติความเป็นมาก็สามารถหาอ่านได้ เพราะด้านในยังมีป้ายแสดงประวัติการก่อตั้ง
รายนามผู้บริจาค เมื่ออ่านประวัติกันพอสังเขปแล้วก็เดินออกจากอาคารจัดแสดง ตรงขึ้นเนินไปอีกเล็กน้อย
ก็จะพบศาลเจ้าพ่อพระขรรค์ เจ้าพ่อพระแสง ศาลเจ้าพ่อฯ เป็นที่เคารพสักการะจากประชาชนในละแวกนั้น
เนื่องจากเชื่อว่าเจ้าพ่อศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งก็สังเกตได้จากชาวบ้านในละแวกนั้นไปกราบสักการะอย่างไม่ขาด
สาย ศาลหลังนี้เป็นศาลใหม่ ถูกสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ลักษณะครับ



เมื่อขับรถออกไปภายนอกพิพิธภัณฑ์ ภายในหมู่บ้าน ก็จะมีการขายของอยู่ริมถนน เต็มไปด้วย
สิ่งของที่สร้างขึ้นมาจากเหล็กน้ำพี้ ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์มากครับ ใครได้แวะมาเที่ยวสถานที่
แห่งนี้ จำต้องซื้อสิ่งของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้ติดตัวและบ้านกันทั้งนั้นครับ ถ้ามีโอกาสได้มาเที่ยวก็แวะมา
เยี่ยมเยือนกันได้นะครับ

สำหรับวันนี้ผมก็มีสาระดีๆมาฝากเช่นเคย

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บ่อเหล็กน้ำพี้ครับ

วันนี้มารู้จักกับ บ่อเหล็กน้ำพี้นะครับ

บ่อเหล็กน้ำพี้นี้ เป็นแหล่งสินแร่เหล็กตามธรรมชาติ ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำพี้ หมู่ 1 ตำบลน้ำพี้
อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ประมาณ 56 กิโลเมตร
โดยเป็นบ่อเหล็กกล้า มีอยู่ด้วยกันหลายบ่อ และปรากฏเตาถลุงเหล็กโบราณนับพัน ๆ
แห่งในพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร แต่บ่อที่สำคัญและสงวนใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ มี
อยู่ 2 บ่อ คือ
1.บ่อพระแสง
2.บ่อพระขรรค์


มีการนำแร่เหล็กจากบ่อเหล็กน้ำพี้ไปถลุงทำอาวุธเพื่อใช้ในการศึกสงครามมาตั้ง
แต่สมัยโบราณแล้วนะครับ ดังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาตร์มากมายถึงความสำคัญ
ของเหล็กน้ำพี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเชื่อมาแต่โบราณว่าเหล็กจากแหล่งแร่เหล็ก
น้ำพี้มีความแข็งแกร่ง ความศักดิ์สิทธิ์และอาถรรพ์ในตัว โดยจัดให้เหล็กน้ำพี้อยู่
ในโลหะธาตุตระกูลเดียวกับ เหล็กไหล บ่อเหล็กน้ำพี้ได้รับงบประมาณจากองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสร้างอาคารและปรับภูมิทัศน์ โดยจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้น
บ้านบ่อเหล็กน้ำพี้

ประวัติ บ่อเหล็กน้ำพี้นะครับ
แร่เหล็กจาก บ่อเหล็กน้ำพี้ มีลักษณะพิเศษที่โดดเด่นมาเป็นระยะเวลานาน นับแต่
สมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน โดยมีหลักฐานอ้างอิงจากเอกสารทางประวัติศาสตร์
จดหมายเหตุ และวรรณคดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บรรพบุรุษของไทยในอดีตได้รู้จักวิธีการ
นำแร่เหล็กน้ำพี้ มาถลุงให้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแร่เหล็ก
น้ำพี้มาถลุงเป็นศาสตราวุธ เพื่อใช้ประโยชน์ในการสงคราม ดังปรากฏหลักฐานการ
นำเหล็กน้ำพี้มาใช้เป็นศาสตราวุธสำหรับการทหารและชนชั้นปกครอง เช่น
- ดาบนันทกาวุธ ของพระยาพิชัยดาบหัก
- ดาบล้างอาถรรพ์ ของพระนารายณ์มหาราช
- ดาบฟ้าฟื้น ของขุนแผน มีส่วนผสมของเหล็กน้ำพี้

ในสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานว่า ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ขึ้น
เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ หลวงจรุงราษฎร์เจริญ (สุข) นายอำเภอตรอน ในสมัยนั้น ได้นำเหล็กน้ำ
พี้มอบให้พระยาวิเศษฤๅไชย ข้าหลวงประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (พ.ศ. 2469-2471) นำพระแสง
ดาบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระแสงศาสตราวุธ มาจนทุกวันนี้ครับ

วันนี้ ไว้แค่นี้ก่อนละกันนะครับ อิอิ

วันพุ่งนี้ เรามารู้ถึงการเดินทางไปยังบ่อเหล็กและประวัติ ต่างๆ ของบ่อเหล็ก ละกันนะครับ

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เส้นทางไปภูสอยดาวครับ

วันนี้มาดูเส้นทาง ที่สามารถ ไปภูสอยดาวนะครับ

การเดินทางไปภูสอยดาว
ภูสอยดาว อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 550 กิโลเมตร
การเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เส้นทางที่สะดวกมี 2 เส้นทางคือ เส้น
ทางสายชาติตระการ เป็นเส้นทางที่ต้องขึ้นเขา อีกเส้นทางคือเส้นทางสาย
อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ครับ

เส้นทางที่ 1ครับได้แก่
1. เส้นทางจากจังหวัดพิษณุโลก ใช้ทางหลวงเลข 11 ที่มุ่งตรงไปยัง
จังหวัดอุตรดิตรถ์ เมื่อถึงอำเภอวัดโบสถ์ (28 กม. จากพิษณุโลก) ให้แยก
ขวาไปบ้านโป่งแคตามทางหลวงหมายเลข 1206 เมื่อถึงสามแยกบ้านโป่งแค
( 46 กม ) ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1143 มุ่งตรงไปจนถึงอำเภอ
ชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ( 32 กม.) ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมาย
เลข 1237 วิ่งตรงไป อีก 71 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางช่วงแรกเป็นทางผ่านทุ่ง
นา ช่วงท้ายเป็นทางลัดเลาะตามไหล่เขาทางแคบชำรุดเป็นบางช่วง แต่ทางไม่ชัน
มีรถยนต์น้อย ไปตอนกลางคืนน่ากลัว แต่ถ้าผ่านเส้นทางนี้ช่วงเช้ามืดจะเห็นวิวที่
สวยงามมาก ถึงแยกทางหลวงสาย 1268 เลี้ยวซ้ายไปภูสอยดาว ระยะทาง 58กม.

เส้นทางที่ 2 ครับ
2. จากพิษณุโลก มุ่งตรงไปยังจังหวัดอุตรดิตถ์ประมาณ 70 กิโลเมตร ให้แยก
ขวาไปยังบ้านน้ำพี้ เมื่อถึงสามแยกตัดกับถนนสาย 1047 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง
1047 ตรงไปไกลมากจนเลยอำเภอน้ำปาดไป จนถึงโรงพยาบาลน้ำปาดให้แยกขวา
ไปตามถนนสาย 1239 มุ่งตรงไปบ้านห้วยมุ่น (แต่ไม่ได้ผ่านหมู่บ้านห้วยมุ่น) ตรงไป
47 กม มีโค้งหลายร้อยโค้งขึ้นๆ ลงๆ เนิน ถนนสภาพดี เส้นทางปลอดภัย ขับไปจน
ครบ 47 กม จะพบกับทางสามแยกให้แยกขวาไปอีก 18 กม ก็ถึงสะพานข้ามลำห้วย
นั่นล่ะครับคือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เริ่มเดินขึ้นกันจากจุดนี้กันได้เลยนะครับ

เส้นทางเป็นทางคดเคี้ยวนะครับ การขับรถให้ระมัดระวัง เพราะว่า ทางเป็นทางหักศอก
นะครับ เราเดินทาง เราต้องคิดถึงความปลอดภัยไว้ก่อนะครับ คาดเข็ดขัดนิรภัยให้แน่น
นะครับ

บล็อกนี้เราไว้ก่อนนะครับ ไว้บล็อกหน้า จะมา แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดอุตรดิตถ์
อีกก็แล้วกันนะครับ



สภาพทั่วไปของภูสอยดาวนะครับ
ภูสอยดาวนะครับมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา ที่สลับซับซ้อนกัน พื้นที่ส่วนใหญ่
เป็นภูเขาสูง เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำปาด อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ครับ มีเทือก
เขาภูสอยดาวทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว ยอดภูสอยดาว
มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,102 เมตร (อยู่ในเขตประเทศลาว) สภาพป่ามี
ความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยชนิดของป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง
ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง จึงทำให้มีลักษณะภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี

ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิสูงสุด 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำ
สุด 13 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส



จุดที่น่าสนใจในการมาเที่ยวที่ภุสอยดาวนะครับ
1. น้ำตกภูสอยดาว
น้ำตกภูสอยดาว มีความสูง 5 ชั้น มีน้ำไหลตลอดทั้งปีครับ ร่มรื่น น้ำตกอยู่ริมถนน
ลาดยางหมายเลข 1268 ข้างๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดรวมพลก่อนเดินขึ้นสู่
ภูสอยดาว เป็นทางผ่านของเส้นทางเดินขึ้นภูสอยดาว หาก ท่านใด ไม่สะดวกขึ้นไปชม
ความงามบนภูเขาก็สามารถ แวะชมน้ำตก ลงเล่นน้ำได้ตามสะดวกสบาย

2. ลานสนภูสอยดาว
ภูสอยดาว มีจุดยอดสูงสุดคือ 2,035 เมตร ณ ที่จุดสูงสุดคือ เสาหลักเขตประเทศ
ไทย-ลาว เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นไปเที่ยวกัน ภูสอยดาวที่คนเขาพูดกันว่ามีทุ่งดอก
ไม้สวยก็คือ ลานสนภูสอยดาวนั่นเองครับ และที่ราบบนภูที่เป็นทุ่งกว้างมีต้นสนสามใบขึ้น
อยู่จำนวนมาก และมีดอกไม้นานาชนิด บนลานภูสอยดาว ด้วยครับ ถ้าเรามองไปก็จะสบาย
ตา สวยงามครับ

3. พิชิตยอดภูสอยดาว ยอดสูงสุดภูสอยดาวความสูง 2,035 เมตร เป็นที่ตั้งหลักเขตไทย-ลาว
เส้นทางขึ้นยอดภูสอยดาวเป็นเส้นทางที่ชันมากครับ ช่วงแรกไต่ระดับขึ้นเนินแรก ช่วง
กลางเป็นทางราบขึ้นเนินลงเนิน ช่วงสุดท้ายชันแบบตะกายฟ้า จากจุดกางเต็นท์ที่ลานสนขึ้น
ยอดภูสอยดาวใช้เวลาเดินทางไป-กลับ 1 วันเต็ม เมื่อขึ้นไปถึงยอดดอยจะมีหน้าผาชันชื่อผา
อินทรีย์ เป็นจุดชมวิวเมื่อมองลงมาจะเห็นพื้นที่ราบลานสนได้ชัดเจน

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553




สวัสดีครับ วันนี้เรามารู้จัก กับสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดอุตรดิตถ์ กันต่อนะครับ

วันนี้ผมจะพาไปเที่ยว ที่เขื่อนดินช่องเขาขาด จังหวัดอุตรดิตถ์นะครับ

เขื่อนดินช่องเขาขาดเป็นเขื่อนที่สร้างเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ ไหลออกจากเขื่อนซึ่ง
เป็นทางน้ำเดียวกับ เขื่อนสิริกิติ์ครับ ตั้งอยู่ระหว่าง ภูเขาทั้ง2ลูก ซึ่งมีความยาวประมาณ
1กิโลเมตรครับ ซึ่งเขื่อนดิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งที่สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ครับ
ชื่อเสียงอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหู แต่ที่เขื่อนดินนี้ ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ ประชาชนชาว
จังหวัดอุตรดิตถ์ รู้จักกันเป็นอย่างดีเลยนะครับ




เขื่อนดินนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แล้ว ยังมีทัศนียภาพที่สวยงามครับ

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553



สวัสดีครับ ทุกท่าน
จากเมื่อวานรู้ถึงประวัติของพระยาพิชัยดาบหักไปคร่าวๆกันแล้วนะครับ วันนี้เรามา
เจาะเรื่องลงลึกลงอีกนะครับวันนี้นะ มาเขียนเกี่ยวกับ เกียติภูมิของพระยาพิชัยดาบหัก
ชาติภูมิ
เจ้าเมืองพิชัยได้นำบุตร (ชื่อเฉิด) มาฝากที่วัดเพื่อร่ำเรียนวิชา เฉิดกับพวกมักหาทาง
ทะเลาะวิวาทกับจ้อยเสมอ เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากวัดขึ้นไปทางเหนือโดยมิได้บอกพ่อแม่
และอาจารย์ เดินตามลำน้ำน่านไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักตามวัด ที่วัดบ้านแก่ง จ้อย ได้พบกับ
ครูฝึกมวยคนหนึ่งชื่อ เที่ยง จึงฝากตัวเป็นศิษย์แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี ครูเที่ยงรักนายทองดีมากและ
มักเรียกนายทองดีว่านายทองดี ฟันขาว (เนื่องจากท่านไม่เคี้ยวหมากพลูดังคนสมัยนั้น) ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และขยันขันแข็งเอาใจใส่การฝึกมวยช่วยการงานบ้านครูเที่ยงด้วยดีเสมอมา ทำให้ลูกหลานครูเที่ยงอิจฉานายทองดีมาก จนหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา นายทองดี ฟันขาว เห็นว่าอยู่บ้านแก่งต่อ
ไปคงลำบาก ประกอบ ครูเที่ยงก็ถ่ายทอดวิชามวยให้จบหมดสิ้นแล้วจึงกราบลาครูขึ้นเหนือต่อไป

เมื่อเดินถึงบางโพได้เข้าพักที่วัดวังเตาหม้อ (ปัจจุบันคือวัดท่าถนน พอดีกับมีการแสดงงิ้ว จึงอยู่ดูอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน นายทองดี ฟันขาว สนใจงิ้วแสดง ท่าทางหกคะเมน จึงจดจำไปฝึกหัดจนจดจำท่างิ้วได้ทั้งหมดสามารถกระโดดข้ามศีรษะคนยืได้อย่างสบายจากนั้นก็ลาพระสงฆ์วัดวังเตาหม้อขึ้น ไปท่าเสา ขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูเมฆ ซึ่งมีชื่อเสียงในการสอนมวยมาก ครูเมฆรักนิสัยใจคอจึงถ่ายทอดวิชาการชกมวยให้จนหมดสิ้น[1] ขณะนั้นนายทองดี ฟันขาว อายุได้ 18 ปี ต่อมาได้มีโอกาสชกมวยในงานไหว้พระแท่นศิลาอาสน์ กับนายถึก ศิษย์เอกของครูนิล นายถึกไม่สามารถป้องกันได้ ถูกเตะสลบไปนาน ประมาณ 10 นาที ครูนิลอับอายมากจึงท้าครูเมฆชกกัน นายทองดี ฟันขาว ได้กราบอ้อนวอนขอร้อง ขอชกแทนครูเมฆ และได้ตลุยเตะต่อยจนครูนิลฟันหลุดถึง 4 ซี่ เลือดเต็มปากสลบอยู่เป็นเวลานาน ชื่อเสียงนายทองดี ฟันขาว กระฉ่อนไปทั่วเมืองทุ่งยั้ง ลับแล พิชัย และเมืองฝาง นายทองดีอยู่กับครูเมฆประมาณ 2 ปี ก็ขอลาไปศึกษา การฟันดาบ ที่เมืองสวรรคโลก ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เขาใช้เวลาเพียง 3 เดือน ก็เรียนฟันดาบสำเร็จเป็นที่พิศวงต่อครูผู้สอนยิ่งนัก หลังจากนั้น ก็ไปเที่ยวเมืองสุโขทัยและเมืองตากระหว่างทางได้รับศิษย์ไว้ 1 คน ชื่อบุญเกิด ครั้งที่บุญเกิดถูกเสือคาบไปนั้น ทองดีได้ช่วยบุญเกิดไว้โดยการแทงมีดที่ปากเสือ จนเป็นที่ร่ำลือไปทั่วถิ่นครับ




พระยาพิชัยต่อสู้กับพม่าเมื่อครั้งศึกโปสุพลายกทัพมาตีเมืองพิชัยจนดาบคู่กายของท่านหักเมื่อท่านเดินทางถึงเมืองตาก ขณะนั้นได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดใหญ่เจ้าเมืองตาก (พระเจ้าตากสินมหาราช) จัดให้มีมวยฉลองด้วย นายทองดี ฟันขาว ดีใจมากเข้าไปเปรียบมวยกับครูห้าว ซึ่งเป็นครูมวยมือดีของเจ้าเมืองตาก และมีอิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอก และเตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไปเจ้าเมืองตากจึงถามว่าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่ นายทองดี ฟันขาว บอกว่าสามารถชกได้อีก เจ้าเมืองตากจึงให้ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดำ นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป

เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน 3 ตำลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก (พระเจ้าตากสิน) ตั้งแต่บัดนั้น รับใช้เป็นที่โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น "หลวงพิชัยอาสา" เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการ ครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปรับใช้อย่างไกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวที่พม่ายกทัพล้อม กรุงศรีอยุธยา

พระยาวชิรปราการพร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสาและทหารหาญ ได้เข้าปะทะต่อสู้จนชนะ ได้ช้างม้าอาหารพอสมควร ได้เข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะ พระเจ้าตากสินได้รับการต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว พระเจ้าตากสินขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอกราชองครักษ์ในพระองค์


ในปี พ.ศ. 2311 พม่าได้ยกทัพมาอีก 1 หมื่นคน พระเจ้าตากพร้อมด้วยหมื่นไวยวรนาถได้เข้าโจมตีจนแตกพ่าย และได้มีการสู้รบปราบก๊กต่าง ๆ อีกหลายคราว เมื่อพระเจ้าตากสินเสด็จกลับกรุงธนบุรี โปรดตั้งเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็น "พระยาสีหราชเดโช" มีตำแหน่งเป็นายทหารเอกราชองครักษ์ตามเดิม สุดท้ายเมื่อปราบก๊กพระเจ้าฝางได้แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงปูนบำเหน็จความชอบให้ทหารของพระองค์โดยทั่วหน้า ส่วนพระยาสีหราชเดโช (จ้อย หรือ ทองดี ฟันขาว) นั้น ได้โปรดเกล้าฯ บำเหน็จความชอบให้เป็นพระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่เยาว์วัย

ในปี พ.ศ. 2313 - 2316 ได้เกิดการสู้รบกับกองทัพพม่าอีกหลายคราว และทุกคราวที่กองทัพพม่าแตกพ่ายไป ก็สร้างความอัปยศอดสูแก่แม่ทัพนายกองเป็นทวีคูณ พอสิ้นฤดูฝนปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 โปสุพลายกกองทัพมาหมายตีเมืองพิชัยอีก "การศึกครั้งนี้พระยาพิชัยจับดาบสองมือคาดด้าย ออกไล่ฟันแทงพม่าอย่างชุลมุน จนเมื่อพระยาพิชัยเสียการทรงตัว ก็ได้ใช้ดาบข้างขวาพยุงตัวไว้ จนดาบข้างขวาหักเป็นสองท่อน" กองทัพโปสุพลาก็แตกพ่ายกลับไป เมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 7 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 (ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2316)

ประวัติของพระยาพิชัยดาบหักก็มีแค่นี้ละครับ ถ้าจะกล่าวถึงให้ลึกลงไปอีก ก็มีอีกมากมายนะครับที่พระยาพิชัยได้เป็นวีรบุรุษ ซึ่งทำให้เราคนไทยทุกคนได้มีแผ่นดิน อาศัย ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในอดีต ที่ยิ่งใหญ่
เกรียงไกรไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนครับ วีรกรรมนี้เราควรยกย่องและนำไปเล่าต่อให้คนรุ่นหลังฟังกันสืบต่อกันไปนะครับ

วันนี้ได้กล่าวบทความมาเยอะแล้ว ครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับอิอิ




สวัสดีครับ